ตารางเวลา

posted on 08 Jan 2010 02:10 by pious3th  in Side-DishSoup

ที่อยากเป็น

8.00 ตื่นเรียบร้อย เ้สียบกระติกน้ำ อุ่นข้าว

8.05 กายบริหารยามเช้า

8.20 อาบน้ำเสร็จ

9.00 กินข้าวเสร็จ ออกจากบ้าน

9.05 ถึงป้ายรถเมล์

9.30 ถึงอีกป้ายเพื่อต่อไปมหา'ลัย

10.45 ถึงมหา'ลัย เตรียมหนังสือ เข้าห้องก่อนอาจารย์

11.00 เข้าเรียน

13.00 เดินไปกินข้าวที่โรงอาหาร กินเสร็จทำการบ้านของเมื่อเช้า

13.30 ไปหอสมุด ยืมหนังสืออ่านเล่นเพื่อความคิดสร้างสรรค์

14.00 อ่านหนังสือทบทวน

14.30 เข้าเรียนอีกวิชา

17.00 อยู่บนรถกำลังกลับบ้าน

18.00 ถึงบ้าน อาบน้ำ กินข้าว เริ่มซ้อมดนตรี

21.00 ซ้อมจนพอใจ ดูโทรทัศน์ เล่นเน็ตนิดหน่อย

22.00 เข้านอน

ความจริง

8.00 กดปิดนาฬิกาปลุก

8.30 ยังอยู่บนเตียง

9.30 สะดุ้งตื่นมาดูนาฬิกา กินข้าวไม่ทัน อาบน้ำ รีบออกสุดชีวิต

11.15 ถึงมหา'ลัย หาอะไรก็ได้แถวนั้นยัดเข้าไป

11.30 ยกมือไหว้อาจารย์อย่างสวยงามพร้อมยิ้มแห้งๆ

13.00 เพื่อนชวนไปเล่นเกมส์ ไป

15.00 หิวจนไม่ไหว จึงต้องกินร้านแพงๆหน้ามหา'ลัย (โดดอีกวิชาแล้วเรียบร้อย)

18.00 ไปนั่งชิลที่้ร้านอาหาร สักพักต้องมีคนสั่งเบียร์

20.00 ติดลม นั่งไปเรื่อยๆ

21.20 ชิ่งกลับจนได้ รถหมด ต้องขึ้นแบบแพงๆ

23.30 ถึงบ้านไม่ยอมอาบน้ำ เปิดเน็ต ฟังเพลง

00.30 หาของกินจุกจิก 

02.30 อัพบล็อคเสร็จแล้วค่อยนอน

แฮ่ๆ...

ต่อเนื่องจากเอนทรี่(ภาษาไทยคืออะไรหรอครับ คำนี้)ที่แล้วเรื่องสองบุคลิก

ผมเคยโดนคนบ่นมาทั้ง2แบบเลยครับ

เค้าบอกว่าบางทีก็มองโลกในแง่ดีเสียจนน่าหมั่นไส้

และชวนให้สงสัยว่าไม่มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายได้เลยหรอ

หรือไม่บางทีก็ดาร์คมืดมนไปเลยจนทำให้คนรอบๆข้างอึดอัด

ผมว่าอันแรกก็ไม่จริง(คนที่ไม่เคยมีความทุกข์เลยนั้นคงบรรลุอรหันต์กันไปหมดแล้ว)

อันที่สองก็คงไม่ได้เป็นบ่อย

เคยเจอพวกโลกมืดไหมครับ คนประเภทนี้คือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่

ก็จะไม่ได้ ไม่เอา ไม่ดี ไม่เจ๋ง ไว้ก่อนตลอด ก่อนทำหลังทำมีการบวกลบคูณหารเสร็จสรรพ

จริงๆแล้วมันก็คงดีนะครับ ดูเป็นคนถ่อมตัวดี แต่คือนานๆไปชักมากเข้าๆ

กลายเป็นว่าไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยฮะ คนรอบข้างก็ต้องมาอึดอัด หนักใจแทนไปด้วย

ส่วนอีกแบบก็คือพวกโลกสว่างมาก ชีวิตคือวันนี้ ใช้ๆๆๆให้มันคุ้ม

ผมเคยลองแหย่เล่นๆว่าคิดมั่งมั้ยว่าชีวิตข้างหน้าไกลๆจะทำอะไร จะเป็นอย่างไร

สั้นๆง่ายๆเลยครับคือไม่คิด โดยให้เหตุผลว่าเคยคิดแล้วปวดหัว(??)ก็ไม่คิดซะ

อันนี้ก็ดีอีกนะครับ อยู่ด้วยแล้วคงลั่ลล้ามาก เพราะมันใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ

ไม่มีคิดหน้าิิคิดหลังหรือกังวลผลกระทบอะไรทั้งนั้น

แต่นานๆไปก็ชักเอื่อยเกิน มีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือแต่ไม่รู้จะจัดการยังไง

ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง แล้วความสุขที่แท้จริงก็ยังไม่เคยเจอ

ผมมีเพื่อนทั้ง2แบบล่ะครับ แล้วก็เคยโดนด่าจากทั้ง2แบบมาแล้วทั้งสิ้น

ผมเลยเลือกเรียกว่าอาการตัีวเองว่าเป็นพวกโลกด้านที่สว่างน้อยกว่า

ฟังด้านลบก่อนดีักว่า

ผมออกจะอ่านหนังสือหลากหลายกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆในวัยเดียวกัน แต่ว่าพอถึงชีวิตจริง

เพื่อนๆก็มีความรู้มากกว่าผมหลายๆเรื่อง เช่น

คำว่าขอโทษไม่เคยใช้ได้ในโลกความจริง

เงินซื้อได้ทุกอย่าง

รักแท้มีอยู่สองแห่ง นิยายกับความคิดของคนเพ้อเจ้อ

พูดถึงคนอื่นด้วยการนินทาก่อนเสมอ

มองหาข้อเสียก่อนข้อดี(เอาง่ายๆเวลาเจอคนที่ดูไม่เหมาะสมกัน

ก็จะคิดก่อนเลยว่าไม่ฝ่ายหญิงหรือชายจะต้องมาหลอกอีกฝ่้ายแน่ๆ

ทำไมไม่คิดบ้างว่าเ้ค้าอาจจะชอบกันที่นิสัยจริงๆก็ได้)

แต่โดยส่วนตัวคือว่าไม่ได้มองโลกว่ามันแย่ขนาดนั้น

ยังคงศรัทธาในผู้คนและความดีงามอยู่

บางเรื่องผมว่ามันก็ฟังดูเพ้อเจ้อจริงๆแต่ผมก็ยังหวังว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน

การมีศาสนาเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน อาจจะฟังดูเลวแต่เวลานึกอะไรไม่ออก

คนเราก็มีไม่กี่ที่ที่หัวใจจะนึกถึงนะครับ

ชอบประโยคนี้ครับ

And maddest of all...
 

 to see life as it is and not as it should be!

- Miguel de Cervantes -- Man of La Mancha -

สายน้ำ

posted on 05 Jan 2010 19:20 by pious3th  in Literature

เห็นฟ้่ามันสีประหลาดดีครับ เลยถ่ายมา ลองทายกันดีกว่าว่าผมถ่ายตอนกี่โมง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถึงป้ายสุดท้ายแล้วครับ ก้าวดีๆนะครับ ระวังตกน้ำ

ปล.ถ่ายตอนบ่ายสองกว่าๆครับ แต่ฟ้าสีประหลาดมากใช่ไหมล่ะ